กรุณารอสักครู่
อีเมล์
รหัสผ่าน
kkk
ลืมรหัสผ่าน    สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก
 


รายการชนิดพืช กลุ่มทรัพยากรที่มีการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับโลก และไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพาณิชย์

รายละเอียดสาหร่าย

1. ผลผลิต
2. ราคา
3. การส่งออก
4. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านการผลิต
ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน จึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหมาะสมในการผลิตชีวมวลสาหร่าย สาหร่ายยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เฉพาะในประเทศไทยอาจมีพันธุ์ท้องถิ่นกว่าหมื่นชนิด     บางชนิดโตได้ดีในน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย รวมถึงน้ำเสีย
5. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านการบริโภค
ข้อมูลปริมาณและมูลค่าการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายและผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยยังไม่ได้มีการรวบรวมในรายละเอียด
6. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านการส่งออก
ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสาหร่ายทะเลของไทย ระหว่างปี 2557 - 2558

ประเภท เดือน 2557 2558 (..-..)
ปริมาณ (กก.) มูลค่า (บาท) ปริมาณ (กก.) มูลค่า (บาท)
สาหร่ายทะเล ม.ค. 40,655 8,973,077 24,784 9,742,559
  ก.พ. 31,991 10,715,730 31,024 11,708,625
  มี.ค. 50,713 12,417,040 41,556 8,361,430
  เม.ย. 55,466 10,459,054 51,338 11,913,758
  พ.ค. 57,796 11,292,679 71,759 21,959,682
  มิ.ย. 69,048 12,462,770 89,967 16,188,707
  ก.ค. 41,790 12,247,418 66,094 13,412,310
  ส.ค. 49,538 14,782,278    
  ก.ย. 42,723 10,189,513    
  ต.ค. 66,631 16,331,312    
  พ.ย. 57,698 11,960,656    
  ธ.ค. 39,119 14,400,967    
  รวม 603,168 146,232,494 376,522 93,287,071

ที่มา :สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
8. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านราคา
ข้อมูลราคาตลาดของสาหร่ายและผลิตภัณฑ์ของไทยยังไม่ได้มีการรวบรวมในรายละเอียด
10. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านความหลากหลายในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าสาหร่ายมีความหลากหลายในการนำไปใช้ประโยชน์ และได้รับความสนใจทั้งในวงวิชาการและอุตสาหกรรมที่ต้องการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในต่างประเทศ

 

ตัวอย่างเช่น ในประเทศเยอรมนีมีการทดลองสร้างอาคารพลังงานชีวภาพจากสาหร่ายเป็นแห่งแรกของโลก โดยออกแบบอาคารที่ปกคลุมไปด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพในรูปแบบของบานเกล็ดที่แนบสาหร่ายไว้ภายในเพื่อให้เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพดักจับพลังงานความร้อนที่สาหร่ายสร้างขึ้นเก็บเกี่ยวและให้พลังงานสำหรับใช้ภายในอาคาร ดังเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการนี้ เป็นโครงการสร้างอาคารที่ได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กรได้แก่ สถาบันสถาปัตยกรรมSpitterwerk , ARUP ,องค์กรที่ปรึกษากลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์ของเยอรมณี และ Colt Internationalโดยมีอาคารต้นแบบที่เสร็จสมบูรณ์แล้วในเยอรมณีและจะได้รับการประเมินจากนักวิจัยและนักวิศวกรรมเพื่อการพัฒนานำไปประยุกต์ยังโครงการก่อสร้างอาคารในอนาคต

 

ในสหรัฐฯ มีการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ไบโอดีเซล E 20 จากสาหร่ายแล้วตามสถานีบริการที่ตั้งอยู่ในแถบเบย์แอเรียซานฟรานซิสโกรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือภาคเอกชน ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท เจเอ็กซ์นิปปอนออยล์แอนด์ เอเนอจี จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน บริษัท ไอเอชไอ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนัก และบริษัท เด็นโซ่ จำกัด (มหาชน) ผู้จำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ ร่วมกันจัดตั้งสมาคมเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่ายแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Association for Microalgae Fuels: JMAF)     เพื่อส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่ายในเชิงพาณิชย์ หรือบราซิลซึ่งเตรียมสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย (Algae biofuel plant) จำนวน 1.2 ล้านลิตรต่อปีในรัฐเปร์นัมบูกูทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เป็นต้น

 

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน จึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหมาะสมในการผลิตชีวมวลสาหร่าย และมีศักยภาพที่จะใช้เป็นวัตถุดิบแหล่งใหม่ในการผลิตพลังงานหมุนเวียน เพื่อแก้ปัญหาสำคัญของโลก 2 ด้าน คือ โลกร้อน (โดยการตรึง CO2 ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก) และวิกฤตพลังงาน (โดยการสะสมน้ำมันในชีวมวล) นอกจากเป็นแหล่งพลังงานใหม่แล้ว กระบวนการผลิตน้ำมันจากสาหร่ายสายพันธุ์คัดเลือกที่เหมาะสมยังก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อาหารมนุษย์ อาหารสัตว์ ปุ๋ยชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ

 

ตัวอย่างผลงานวิจัยจากสาหร่ายที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์แล้ว[1] เช่น

  • ปุ๋ยชีวภาพจากสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวในนาข้าว “อัลจินัว” มีประโยชน์ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้โดยเฉลี่ย 20-30% ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ 25-30% เมล็ดข้าวมีคุณภาพดีขึ้น เนื่องจากมีปริมาณกรดอะมิโน “ไลซีน” ที่จำเป็นต่อร่างกายเพิ่มขึ้น ช่วยฟื้นฟูสภาพดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน จากคุณสมบัติการตรึงไนโตรเจนของสาหร่าย เพิ่มอินทรียวัตถุและให้ออกซิเจนแก่ข้าวในสภาพน้ำขัง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทอัลโกเทค จำกัด และกระตุ้นการเจริญเติบโตให้พืช/ทนทานต่อโรค จากการปลดปล่อยสารคล้ายฮอร์โมน (hormone-like substances)
  • สารปรับปรุงดินจากสาหร่ายสกุลนอสตอค มีประโยชน์ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน รักษาความชุ่มชื้นของดิน ช่วยป้องกันการกัดเซาะผิวดินโดยน้ำและการกัดกร่อนผิวดินโดยลม ฟื้นฟูและอนุรักษ์ดิน วว. ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทอัลโกเทค จำกัด
  • ด้านอาหารสาหร่ายมุกหยก มีคุณค่าอาหารสูง (โปรตีน 20% กรดอะมิโน วิตามินเอ ไขมันต่ำเพียง 0.02% และใยอาหารสูงถึง 43% รวมทั้งคลอโรฟิลล์และไฟโคไซยานิน) ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารต่างๆ ได้ ทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง และอาหารญี่ปุ่น วว. ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทอัลโกเทค จำกัด บริษัทสยามนอสตอคแอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด
  สำหรับด้านพลังงานทดแทนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนเครือข่ายวิจัยพลังงานจากสาหร่ายขนาดเล็กแห่งประเทศไทย(คพท. หรือ THINK ALGAE)[2]เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีน้ำมันและชีวมวลจากสาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae)[3]ตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจากเห็นว่ามีศักยภาพและความเหมาะสมกับประเทศไทยหลายด้าน
  • ผลผลิต: ในทางทฤษฎี สาหร่ายให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงกว่าพืชพลังงานทางเลือกอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ประมาณ 2-10 เท่า (ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตประมาณ 600-900 กิโลกรัม/ไร่/ปี)และยังมีวัฏจักรการดำรงชีวิตสั้นทำให้เห็นผลการวิจัยได้เร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ใช้ในการปลูกพืชพลังงานทางเลือกอื่น อีกทั้งสาหร่ายยังเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตร เช่น พื้นที่แห้งแล้ง ดินเค็ม ฯลฯ จึงไม่ไปแย่งพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร/ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
  • วัตถุดิบ: ประเทศไทยมีคลังสายพันธุ์สาหร่ายของตนเองที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กว่า 1,000 สายพันธุ์ จึงสามารถทำการทดลองคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับการพัฒนาเป็นพลังงานทางเลือก และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้านอื่นๆ ได้ในประเทศไทยเอง อีกทั้งสายพันธุ์ที่ทำการทดลองเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย
  • เทคโนโลยี: ประเทศผู้นำในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ยอมรับในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านสาหร่ายของประเทศไทย และไทยเองก็มีความร่วมมือด้านนี้กับประเทศต่างๆ รวมถึงออสเตรเลีย ขณะที่คู่แข่งในอาเซียนอื่น เช่น มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ทำให้ประเทศไทย มีการลงทุนวิจัยเรื่องสาหร่ายสูงที่สุดในอาเซียน
  ปัจจุบัน เครือข่ายสามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับการสกัดเป็นน้ำมันได้แล้ว 1 สายพันธุ์ และอีก 1 สายพันธุ์สำหรับการพัฒนาโดยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมซึ่งทั้ง 2 สายพันธุ์ที่คัดเลือกได้เป็นสายพันธุ์น้ำจืด และจะยังคงพัฒนาคัดเลือกสายพันธุ์น้ำเค็มเพิ่มเติมต่อไป   ณ ปัจจุบัน ในระดับอาคารปฏิบัติการ (Pilot Scale) สามารถผลิตสาหร่ายสายพันธุ์ที่คัดเลือกได้ในระดับประมาณ 700 กิโลกรัม/ไร่/ปี ซึ่งยังอยู่ในระดับเดียวกับอัตราผลผลิตของปาล์มน้ำมัน อีกทั้งอัตราผลผลิตที่ได้ยังเป็นการประเมินจากสมมติฐานที่สามารถผลิตเต็มพื้นที่และตลอด 365 วัน ซึ่งจริง ๆ อาจจะไม่สามารถทำได้ เครือข่ายจึงยังต้องพัฒนาปรับปรุงให้ได้อัตราผลผลิตที่สูงขึ้นต่อไป   อุปสรรคสำคัญอีกประการ คือ ราคาน้ำมัน ซึ่ง break-even point สำหรับพลังงานทดแทนจากสาหร่ายที่เครือข่ายคำนวณไว้อยู่ที่ระดับราคาน้ำมันดิบประมาณ 150-185 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งแตกต่างมากจากราคาน้ำมันดิบในขณะนี้ เป้าหมายการผลิตน้ำมันจากสาหร่ายเชิงพาณิชย์ที่ตั้งไว้เดิมในปี 2560 จึงต้องขยับไปเป็นปี 2563 ระหว่างนี้เครือข่ายจะดำเนินการพัฒนาพันธุ์สาหร่ายที่เหมาะสม เทคนิคการเพาะเลี้ยง การผสมสูตรอาหารเลี้ยงสาหร่าย ระบบบ่อเพาะเลี้ยง และสร้างระบบจำลองเพื่อพิสูจน์ว่าน้ำมัน   ไบโอดีเซลที่สกัดจากสาหร่ายมีต้นทุนแข่งขันได้ ก่อนพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป   อย่างไรก็ตาม สาหร่ายมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เฉพาะในประเทศไทยอาจมีพันธุ์ท้องถิ่นกว่าหมื่นชนิด บางชนิดโตได้ดีในน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย รวมถึงน้ำเสียซึ่งช่วยการบำบัดน้ำเสียไปในตัว เพราะสาหร่ายมีความสามารถในการตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ และนำไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และสารตกค้างอื่นๆ ในน้ำเสียไปใช้ในการเจริญเติบโตนอกจากนี้ ผลพลอยได้จากการสกัดน้ำมันไบโอดีเซลจากสาหร่าย คือกากสาหร่ายที่ตกตะกอนสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ย ยา หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เช่น น้ำมันปลา เป็นต้น   การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ดำเนินการโดยเครือข่ายในขณะนี้จึงเป็นฐานสำคัญในการนำไปต่อยอดการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพสาหร่ายด้านต่างๆ นอกเหนือจากด้านพลังงาน ในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีพร้อม มีการปรับปรุงสาหร่ายให้มีลักษณะดีขึ้น เช่น ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมเก็บเกี่ยวง่ายให้ผลผลิต/น้ำมันต่อหน่วยสูงเทคโนโลยีไม่ซับซ้อน ก็จะเกิดชุมชนผู้เพาะปลูกสาหร่าย/และธุรกิจขนาดเล็กเอื้อประโยชน์ต่อการสร้างงาน และการสร้างรายได้ต่อชุมชน   โดยสรุป สาหร่ายสามารถนำไป   1. ใช้เป็นอาหารมนุษย์ สาหร่ายทะเลอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อมนุษย์อยู่หลายชนิด เช่น วิตามินเอ, บี 1, บี 2, บี 3, บี 6, บี 12, วิตามินซี กรดโฟลิก แคลเซียมคลอรีน โครเมียม โคบอลต์ ทองแดง(คอปเปอร์) ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม ซีลีเนียม โซเดียม ซัลเฟอร์ วานาเดียมและสังกะสี เป็นต้น 2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ สาหร่ายทะเลสามารถนำไปเลี้ยงสัตว์กระเพาะเดี่ยว เช่น หมูและสัตว์ปีก       เป็นอาหารที่จำเป็นต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อนกินพืชเป็นอาหาร เช่น ปลา กุ้ง และแพลงตอนสัตว์ เช่น ไรแดง ไรน้ำเค็ม ซึ่งเป็นอาหารหลักของปลาทะเลและหอยทะเลหลายชนิด 3. ใช้ในการกำจัดน้ำเสีย สาหร่ายทะเลใช้ในการกำจัดน้ำเสียร่วมกับแบคทีเรีย โดยแบคทีเรียจะทำการย่อยสารประกอบอินทรีย์ต่างๆ ที่มีอยู่ ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ให้เป็นสารประกอบอนินทรีย์ เช่นแอมโมเนียม ไนเตรต คาร์บอนไดออกไซด์ และเกลือแร่ต่างๆ สำหรับสาหร่ายที่ได้จากระบบกำจัดน้ำเสียนี้ อาจนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ยพืชสดหรือใช้ในการทำแก๊สชีวภาพได้ 4. ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae) รู้จักกันแพร่หลายในแง่ของการใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในนาข้าวบางชนิดสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศให้เป็นสารประกอบไนโตรเจน เช่น แอมโมเนียม ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี เป็นต้น 5. ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สาหร่ายประกอบด้วยสารเคมีบางชนิดที่ช่วยในการรักษาผิวหนัง การศึกษาในประเทศญี่ปุ่น พบว่า เครื่องสำอางที่ใช้สาหร่ายหรือสารสกัดจากสาหร่ายเป็นส่วนผสมจะช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้นและลดริ้วรอยได้ 6. ใช้ในอุตสาหกรรมยา มีการทดลองใช้สาหร่ายเกลียวทองในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคกระเพาะ อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดและความไม่สมดุลในร่างกาย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินเป็นสาหร่ายที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แยกได้จากดินนาจังหวัดพิษณุโลก พบว่า สามารถผลิตสารปฏิชีวนะซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของสาหร่ายและแบคทีเรียบางชนิดได้ 7. ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ สาหร่ายสีแดงบางชนิดสามารถนำไปสกัดทำเป็นวุ้น เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาหารและเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ สาหร่ายสีน้ำตาลบางชนิดสามารถนำไปสกัดเพื่อใช้ทำนม ขนมปัง ไอศกรีม ขนมหวาน ลูกกวาด สบู่ แชมพูสระผม เป็นต้น 8. ใช้เป็นพลังงานทางเลือก คือ พลังงานชีวมวลจากสาหร่าย ไบโอดีเซล และเอทานอล   [1]ที่มา:สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) [2]หน่วยงานเครือข่ายประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) [3]ขนาดประมาณ 10-50 ไมโครเมตร มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
11. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านอุปสรรคทางการค้า
ตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2558 ได้บัญญัติไว้ว่า “สัตว์น้ำ” หมายความว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำเป็นปกติ สัตว์จำพวกสะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำท่วมถึง สัตว์ที่มีการดำรงชีวิตส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำ  สัตว์ที่มีวงจรชีวิตช่วงหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำเฉพาะช่วงชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ รวมทั้งไข่และน้ำเชื้อของสัตว์น้ำ และสาหร่ายทะเล ซากหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์น้ำเหล่านั้น และให้หมายความรวมถึงพันธุ์ไม้น้ำตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและซากหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์ไม้น้ำนั้นด้วย เนื่องจากสาหร่ายทะเลเป็นสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ2558 จึงมีการกำหนด[1]ข้อปฏิบัติในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปประเทศต่างๆ ดังนี้

 

1. อาร์เจนตินา (The National Animal Health and Agri-food Quality Service : SENASA)

กรมประมงยังไม่มีข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับการตรวจรับรองผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำกับ SENASA โดยโรงงานที่ประสงค์จะส่งออกการส่งออกไปยังอาร์เจนตินาต้องดำเนินการดังนี้

1.1 โรงงานที่ประสงค์จะส่งออกไปอาร์เจนติน่า ต้องแจ้งสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อประสานกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ติดต่อให้ SENASA เดินทางมาตรวจโรงงาน ซึ่งฝ่ายไทยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเดินทางและการตรวจ โดยใช้งบประมาณของรัฐบาลจากกรมการค้าต่างประเทศและโรงงานผู้ประสงค์จะส่งออกต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่สามารถเบิกจ่ายจากงบประมาณของรัฐได้

1.2 โรงงานส่งออกได้ ต้องผ่านการตรวจรับรองโรงงานโดยเจ้าหน้าที่ SENASA แล้วเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปการรับรองมีอายุ 1-2 ปี ขึ้นกับผลการตรวจของแต่ละโรงงาน

1.3 กรณีที่โรงงานผ่านการตรวจรับรองแล้ว และประสงค์จะต่ออายุการรับรอง ต้องได้รับการตรวจใหม่ทุกครั้งก่อนวันหมดอายุ

1.4 ต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health certificate) กำกับสินค้าประกอบการนำเข้าสินค้าทุกรุ่น

1.5 website ของ SENASA ได้แก่ http://www.senasa.gov.ar/

 

2. ออสเตรเลีย (Australian Quarantine and Inspection Service : AQIS & Biosecurity Australia : BA)

ข้อปฏิบัติสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปออสเตรเลียมีดังนี้

2.1 โดยทั่วไปโรงงานสามารถส่งออกสินค้าประมง (ยกเว้นสินค้ากุ้งและปลาแซลมอนซึ่งโรงงานจะต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่กรมประมงให้การรับรองและดำเนินการตามความตกลงเฉพาะ) ไปยังประเทศออสเตรเลียได้แม้จะไม่มีรายชื่อในบัญชีผู้ส่งออกไปประเทศออสเตรเลียโดยด่านนำเข้า (AQIS) จะกักสินค้าเพื่อสุ่มตรวจร้อยเปอร์เซ็นต์และผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจหากผลการตรวจสินค้าผ่านจึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้

2.2 หากโรงงานมีรายชื่ออยู่ในบัญชีออสเตรเลียและมีใบรับรองสุขอนามัย (health certificate) จากกรมประมงประกอบการนำเข้าจะสามารถส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายได้โดยถูกสุ่มตรวจประมาณ 5 % ของสินค้าทั้งหมด (สุ่ม 1 ใน 20 ตู้)

2.3 กรณีที่สินค้ามีปัญหาหรือผลการทดสอบไม่ผ่านจะมีผลต่อการนำเข้าในครั้งต่อไปโดยสินค้าจะถูกสุ่ม 5 รุ่นติดต่อกัน (เฉพาะผลิตภัณฑ์) และผลผ่านทั้งหมดจึงจะกลับเข้าสู่ระบบสุ่มตัวอย่างตามปกติโดยอัตโนมัติ

2.4 website ของ AQIS ได้แก่http://www.daff.gov.au/aqis/import/food

 

3. บราซิล (Animal Products Inspection Department: DIPOA ,Ministry of Agriculture and Food : MAPA)

กรมประมงยังไม่มีข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับการตรวจรับรองผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปประเทศบราซิล โดยโรงงานที่ประสงค์จะส่งออกต้องดำเนินการ ดังนี้

3.1 โรงงานที่จะส่งสินค้าสัตว์น้ำเข้าไปจำหน่ายยังบราซิลต้องผ่านการรับรองสุขลักษณะตามมาตรฐานกรมประมง และกรมประมงได้แจ้งรายชื่อให้บราซิลทราบ โดยมีสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติเป็นผู้ประสานงาน

3.2 ทุกโรงงานที่อยู่ภายใต้การรับรองของกรมประมง สามารถส่งออกไปประเทศบราซิลได้ โดยกรมฯ จะดำเนินการปรับปรุงรายชื่อโรงงานแจ้งไปยังหน่วยงาน DIPOA ทุก 6 เดือน โดยในการแจ้งรายชื่อโรงงานจะต้องระบุประเภทผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วย เช่น frozen fish, cephalopod ฯลฯ

3.3 ก่อนการส่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ทุกโรงงานต้องยื่นเอกสารขอการรับรองฉลากซึ่งต้องแนบฉลากพร้อมรายละเอียดตามแบบฟอร์ม Form for the exclusive use of the International Trade Control Division-DCI/DIPOA โดยยื่นเอกสารเพื่อให้กรมประมงรับรองเอกสาร ก่อนนำเรื่องไปยื่นตามขั้นตอนการนำเข้ากับปลายทางต่อไป

3.4 ต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health certificate) กำกับสินค้าประกอบการนำเข้าทุกรุ่น

 

4. แคนาดา (Canadian Food Inspection Agency : CFIA)

โดยทั่วไป โรงงานสามารถส่งออกไปแคนาดาได้โดยไม่มีเงื่อนไขเฉพาะ ไม่ต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่กรมประมงรับรอง และไม่ต้องใช้ใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) ประกอบการนำเข้า อย่างไรก็ตามกรมประมงและ CFIA แคนาดาได้จัดทำข้อตกลงความเท่าเทียมกัน (Mutual Recognition Agreement : MRA) ในระบบการตรวจรับรองสินค้าสัตว์น้ำ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540 โดยมีข้อปฏิบัติ ดังนี้

4.1 โรงงานที่อยู่ในบัญชี MRA จะได้รับสิทธิพิเศษ โดยไม่ต้องยื่นเอกสาร process control (เมื่อข้อตกลงผ่านการยอมรับจากทั้ง 2 ฝ่าย) สำหรับผลิตภัณฑ์สุกรวมถึงอาหารกระป๋องที่มีความเป็นกรดต่ำ (LACF) ให้กับ CFIA โดยที่กรมประมงจะเป็นผู้ตรวจรับรองผลิตภัณฑ์นั้นแทน

4.2 ปลายทางแคนาดาจะสุ่มตรวจสินค้า 5% ของสินค้าทั้งหมด (สุ่ม 1 ใน 20)

4.3 กองฯ จะสุ่มตัวอย่างสินค้าที่ไปแคนาดาตามความถี่ของโรงงานที่ได้รับสิทธิพิเศษในการออกใบรับรองอย่างต่อเนื่อง

4.4 โรงงาน MRA ต้องจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้

- master list ของสินค้าสัตว์น้ำที่จะส่งออก

- รายการสินค้าและจำนวน shipment ที่ส่งออกทุก 3 เดือน เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนการสุ่มตัวอย่างให้เหมาะสมและครอบคลุมทุกชนิดสินค้าที่มีการส่งออกไปยังแคนาดา

- ผลการตรวจสอบ Fluoroquinolones ในผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบที่มาจากการเพาะเลี้ยง ทุก 3 เดือน

 

5. สาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Quality Supervision ,Inspection and Quarantine of the People's Republic of China : AQSIQ)

5.1 โรงงานหรือสถานบรรจุฯ ที่จะส่งสินค้าสัตว์น้ำเข้าไปจำหน่ายยังสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องผ่านการรับรองสุขลักษณะตามมาตรฐานกรมประมง และกรมประมงได้แจ้งรายชื่อให้สาธารณรัฐประชาชนจีนทราบและต้องมีใบรับรองสุขอนามัยประกอบการส่งออกทุกรุ่น

5.2 ตามมาตรา 65 ของกฎหมายความปลอดภัยอาหาร (Food Safety Law) ของจีนซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 กำหนดให้ผู้ส่งออก (Exporters) และตัวแทน (Agents) ผู้ส่งออกอาหารประเภทเนื้อสัตว์สินค้าประมงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและน้ำมันพืชสำหรับบริโภคสู่สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องลงบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับชื่อที่อยู่หมายเลขโทรศัพท์โทรสารอีเมล์และประเภทสินค้าส่งออกต่อสำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Quality Supervision, Inspection and Quarantine of the People's Republic of China :AQSIQ) โดยสามารถศึกษาหลักเกณฑ์การนำเข้าเพิ่มเติมได้จากhttp://english.aqsiq.gov.cn/

 

6. สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (General Authority for Export and Import Control : GOEIC)

ข้อปฏิบัติสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปประเทศสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์มีดังนี้

6.1 ใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) ประกอบการส่งออกต้องระบุข้อความ สินค้ามาจากบริเวณเพาะเลี้ยงที่ปลอดจากโรคระบาด การจับสัตว์น้ำเป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศ น้ำมันที่เป็นส่วนประกอบต้องมาจากเมล็ดพืชที่ไม่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม (GMO)

6.2 เอกสารการรับรองถิ่นกำเนิด (Certificate of Origin) ใบรับรองสุขอนามัย จะต้องผ่านการรับรองจากสถานทูตอียิปต์ในประเทศไทย

6.3 บรรจุภัณฑ์ต้องระบุ ชนิดสินค้า ประเทศแหล่งที่มา ปริมาณ วันผลิต วันหมดอายุ

6.4 ในการนำเข้าผู้นำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าจาก Central Department of Veterinary Quarantine & Inspection (กระทรวงเกษตรสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์)

6.5 เมื่อสินค้าไปถึงท่าเรืออียิปต์ศุลกากรจะสุ่มตัวอย่างสินค้าจำนวน 3 หน่วยเพื่อส่งตรวจสอบ 3 หน่วยงาน ได้แก่สำนักบริหารควบคุมการนำเข้าและส่งออก (General Authority for Export and Import Control: GOEIC) ซึ่งประจำอยู่ที่ท่าเรือกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตร

6.6 หากสินค้าไม่ผ่านมาตรฐานจะต้องส่งออกนอกประเทศโดยอาจส่งไปยังประเทศที่สามหรือส่งกลับประเทศไทย

 

7. สหภาพยุโรป (Europian Union : EU)

ข้อปฏิบัติสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปประเทศสหภาพยุโรป มีดังนี้

7.1 โรงงานที่จะส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปสหภาพยุโรปต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่กรมประมงแจ้งสหภาพยุโรปโดยระบุประเภทของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตว่าจับจากธรรมชาติ (PP) หรือจากการเพาะเลี้ยง (Aq) หรือใช้วัตถุดิบสัตว์น้ำทั้ง 2 ประเภท (PP and Aq) และปรากฏใน website ของสหภาพยุโรปแล้ว(http://eu.europa.eu/food/international/trade/third_en.htm)

7.2 การส่งออกไปสหภาพยุโรป (รวมทั้งตัวอย่างที่นำส่งลูกค้าหรือเพื่อใช้ในงานแสดงสินค้า) ต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health certificate) กำกับทุกรุ่น

7.3 ฉลากสินค้าอาหารที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องเป็นไปตามกฎระเบียบในเรื่อง การติดฉลากสินค้าอาหารตาม Directive 2000/13/EC เช่น ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์น้ำ ส่วนผสม วันที่หมดอายุวิธีการเก็บรักษา ชื่อ-ที่อยู่ผู้ผลิต หรือผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้า น้ำหนักบรรจุ และหมายเลขโรงงาน (Thailand No.หรือ TH No.) ฯลฯ และระบุ Allergen ตาม DIRECTIVE 2003/89/EC นอกจากนี้ฉลากต้องระบุ แหล่งที่มาของสัตว์น้ำตามข้อกำหนด Commission Regulation (EC) No.2065/2001 ว่าจับจากธรรมชาติจากทะเลในเขตใด (ตามการแบ่งพื้นที่ของ FAO) หรือสัตว์น้ำจืดจากธรรมชาติในประเทศใดหรือจากการเพาะเลี้ยงในประเทศใด

7.4 หากมีการใช้สารเคมีใดๆในกระบวนการผลิตรวมถึงสารปรุงแต่งในผลิตภัณฑ์ จะต้องระบุชื่อและ/หรือหมายเลข EC number ของสารเคมีและสารปรุงแต่งนั้นๆ ลงในฉลากสินค้าอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ตาม Article 6.6 ของ Directive No 2000/13/EC เช่น มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตที่ผู้ผลิตระบุว่าเป็น Non-Phosphate แต่เมื่อตรวจสอบจากองค์ประกอบของสารเคมีแล้วพบว่าประกอบด้วย Sodium Bicarbonate (E500) Sodium Citrate (E331) Ascorbic Acid (E300) Sodium Tripolyphosphate (E339) ดังนั้น ฉลากผลิตภัณฑ์จะต้องระบุชื่อสารทุกชนิดพร้อมทั้งหมายเลข EC number ตามข้อกำหนด Directive No 2006/52/EC และ Directive No 95/2/EC

7.5การสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจ Histamine ในวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เพื่อนำผลไปใช้ในการทวนสอบระบบHACCP ของโรงงาน จะต้องสุ่มตัวอย่างจำนวน 9 ตัวอย่างย่อยต่อรุ่น และวิเคราะห์แยกแต่ละตัวอย่างย่อยให้สอดคล้องตาม Chapter 1, part 1.25, Annex 1 ของข้อกำหนด Regulation (EC) No 2073 อย่างไรก็ตามโรงงานสามารถลดการสุ่มตัวอย่างลงได้ ตามผลการประเมินความเสี่ยงของแต่ละโรงงาน เช่นสุ่มตรวจ 9 ตัวอย่างต่อรุ่นอย่างน้อย 10% ของจำนวนรุ่นของการผลิต สำหรับอีก 90% ที่เหลือให้ตรวจวิเคราะห์ตามวิธีการของโรงงาน

7.6 วัตถุดิบแช่แข็งและ/หรือวัตถุดิบที่ผ่านการแปรรูปเบื้องต้นแล้วที่นำเข้าจากต่างประเทศจะต้องเป็นวัตถุดิบจากประเทศที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้นำเข้าได้ โดยวัตถุดิบแช่แข็งบนเรือจะต้องมาจากเรือที่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรปหรือได้รับการรับรองจากประเทศเจ้าของธง ส่วนวัตถุดิบที่แปรรูปแล้วจะต้องมาจากเรือหรือโรงงานที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สหภาพยุโรปให้การรับรองแล้วและต้องมีใบรับรองสุขอนามัยประกอบการนำเข้า ทั้งนี้ โรงงานต่างๆ สามารถตรวจสอบบัญชีรายชื่อโรงงานที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สหภาพยุโรปให้การรับรองแล้วได้จาก http://ec.europa.eu/food/international/trade/third_en.htm

7.7 สินค้าสัตว์น้ำที่ใช้วัตถุดิบจากทะเลโดยจับจากธรรมชาติ จะสามารถนำเข้าไปสหภาพยุโรปได้เฉพาะกรณีที่มีใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (Catch Certificate) เพื่อยืนยันว่าสินค้ารุ่นดังกล่าวไม่ได้มาจากการทำประมงหรือเรือประมงที่ผิดกฎหมาย ตามข้อกำหนด Council Regulation (EC) No.1005/2008 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553

7.8 คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปจะส่งคณะผู้แทนจากหน่วยงาน Food and Veterinary Office (FVO) มาตรวจระบบการควบคุมของกรมประมงทุก 2-3 ปี

 

8. นิวซีแลนด์ (New Zealand Food Safety Authority : NZFSA)

โดยทั่วไปประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปนิวซีแลนด์ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขเฉพาะและ    ไม่ต้องใช้ใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) ประกอบการนำเข้า โดยนิวซีแลนด์ใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Food Standard Code) เหมือนกับออสเตรเลียซึ่งร่วมกันกำหนดขึ้นภายใต้หน่วยงาน Food Standards Australia New Zealand ยกเว้นผลิตภัณฑที่นิวซีแลนด์มีข้อกำหนดเฉพาะ

9. เปรู (Institute of Fishery Technology: ITP)

โดย Institute of Fishery Technology (ITP) ได้ออก Communication No. 041-2010-IPT/SANIPE กำหนดระเบียบการนำเข้าสินค้าประมงฉบับใหม่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป ดังนี้

9.1 การนำเข้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ประมง รวมทั้งอาหารสัตว์น้ำ ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยประกอบการนำเข้าทุกครั้ง

9.2 กรณีผลิตภัณฑ์หอยสองฝา ต้องระบุในใบรับรองสุขอนามัยว่ามาจากแหล่งจับที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานผู้กำกับดูแล (Competent Authority : CA) ของประเทศผู้ส่งออก โดยการยื่นขอใบรับรองสุขอนามัยจากกรมประมง จะต้องแนบใบกำกับการจำหน่ายหอยสองฝาประกอบการพิจารณาทุกรุ่น

9.3 ถ้าวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์นั้นนำเข้าเพื่อไปแปรรูปและส่งออกสหภาพยุโรป ใบรับรองสุขนามัยต้องระบุว่าแหล่งแปรรูปนั้น มีมาตรฐานตามที่สหภาพยุโรปกำหนดใน Regulation 852/2004, 853/2004 และ 854/2004

9.4 ผู้นำเข้าสินค้าต้องแจ้งความประสงค์ขอนำเข้า (import request) ไปยังหน่วยงาน Servicio Nacional de Sanidad Pesquera : SANIPES หรือ Peruvian Fisheries Sanitary Authority ตามแบบฟอร์มที่กำหนดใน ANNEX1 ของประกาศ Communication No. 041-2010-IPT/SANIPE ก่อนนำเข้า

9.5 website ของหน่วยงาน ITP/SANIPES ได้แก่ http://www.itp.gob.pe/desarrollo-sanipes.php

 

10. สหพันธรัฐรัสเซีย (Federal Service for Veterinary and Phytosanitary Surveillance :FSVPS )

โรงงานที่จะส่งสินค้าสัตว์น้ำเข้าไปจำหน่ายยังสหพันธรัฐรัสเซียต้องได้รับการตรวจรับรองและขึ้นทะเบียนกับหน่วยงาน FSVPS และผู้ส่งออกของไทยต้องทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทผู้นำเข้าที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องกับทางการรัสเซีย โดยสินค้าทุกรุ่นต้องมีใบรับรองสุขอนามัยตามแบบฟอร์มที่ FSVPS กำหนดกำกับ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป รายละเอียดข้อปฏิบัติอื่นๆ มีดังนี้

10.1 โรงงานต้องผ่านการรับรองสุขลักษณะและ HACCP ตามมาตรฐานกรมประมง

10.2 กองฯ จะแจ้งชื่อ-ที่อยู่ และหมายเลขรับรองโรงงาน พร้อมข้อมูลชนิดสินค้าที่ประสงค์จะส่งออก ชื่อผู้นำเข้าฝ่ายรัสเซีย และกำลังการผลิตของโรงงานให้หน่วยงาน FSVPS ทราบ เพื่อประกาศอนุญาตให้ส่งออกสินค้าไปยังสหพันธรัฐรัสเซียได้ โดยกองฯ จะแจ้งรายชื่อโรงงานทุกต้นเดือน

10.3 โรงงานต้องส่งข้อมูลรายละเอียดของสินค้าแต่ละรุ่นที่จะส่งออกต่อกองฯ เพื่อแจ้งให้รัสเซียประกาศอนุญาตการนำเข้าสินค้ารุ่นนั้นๆ และแจ้งเวียนให้ด่านตรวจสินค้านำเข้าของรัสเซียทราบก่อนการส่งออก ข้อมูลที่จัดส่งประกอบด้วย ชื่อผู้ผลิต ชนิดสินค้า ปริมาณส่งออก ชื่อผู้นำเข้าฝ่ายรัสเซีย และเลขที่ใบสัญญาคำสั่งซื้อสินค้ากับผู้นำเข้ารัสเซียที่ยังไม่หมดอายุการส่งมอบ โดยกองฯ จะแจ้งข้อมูลดังกล่าวทุกสัปดาห์ (รายชื่อผู้ส่งออกไปรัสเซีย http://www.fsvps.ru/fsvps/importExport/tailand/enterprises.html?_language=en)

10.4 เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงสินค้าในระหว่างการขนส่ง รัสเซียกำหนดให้โรงงานผู้ผลิตติดฉลากสินค้าเพิ่มเติมอีก 1 แผ่น สำหรับปิดทับบนฝาบนของบรรจุภัณฑ์ (master carton) โดยฉลากสินค้าที่ติดเพิ่มเติมต้องมีขนาดที่เห็นได้อย่างชัดเจน ระบุชื่อโรงงานผู้ผลิต หมายเลขรับรองโรงงาน และชื่อสินค้า ซึ่งหากมีการเปิดบรรจุภัณฑ์ก่อนถึงมือผู้รับ จะต้องสังเกตเห็นการฉีกขาดของฉลากที่ปิดทับได้อย่างชัดเจน

10.5 สามารถส่งออกสินค้าประมงได้ทุกชนิด ยกเว้นสัตว์น้ำมีชีวิต

10.6 รัสเซียจะระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทุกรายการของโรงงานหากตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน และจะยกเลิกคำสั่งระงับการนำเข้า เมื่อได้รับแผนการสืบหาสาเหตุและมาตรการป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำที่มีประสิทธิภาพ

10.7 website ของ FSVPS ได้แก่ http://www.fsvps.ru/fsvps/main.html?_language=en

11. สาธารณรัฐแอฟริกาใต้(National Regulator for Compulsory Specifications : NRCS)

การส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปยังสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ไม่มีข้อกำหนดให้แสดงใบรับรองสุขอนามัย(Health certificate) จากหน่วยงานรับผิดชอบของประเทศผู้ส่งออกประกอบการนำเข้า แต่ NRCS จะกักสินค้าและสุ่มตัวอย่างทุกรุ่นเพื่อตรวจสอบคุณภาพก่อนอนุญาตให้นำเข้าสินค้า กรมประมงและ NRCS ได้ร่วมกันจัดทำข้อตกลงเพื่อลดการตรวจสอบสินค้า ณ ด่านนำเข้าและเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าภายใต้โครงการลดการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำส่งออกของไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 โครงการดังกล่าวมีข้อปฏิบัติ ดังนี้

11.1 ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมภายใต้ข้อตกลงนี้ ได้แก่สินค้าสัตว์น้ำทุกชนิด ยกเว้น

1) ปลาซาร์ดีน (Sardine) และปลาพิลชาร์ด (Pilchard) บรรจุกระป๋อง

2) หอยสองฝามีชีวิต

11.2 โรงงานที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ ต้องส่งรายละเอียดความหมายรหัสผลิตภัณฑ์ (Product Code) ที่ใช้กำกับผลิตภัณฑ์ที่จะส่งออกไปสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ให้กรมประมงทราบ โดยกรมฯ จะจัดส่งรายชื่อโรงงานพร้อมความหมายของรหัสผลิตภัณฑ์แจ้งให้ NRCS ทราบก่อนการส่งออกในครั้งแรก

11.3 สำหรับการส่งออก 5 รุ่นแรกหลังจากสมัครเข้าโครงการ ผู้ประกอบการต้องแจ้งกรมประมงก่อนการส่งออกเพื่อสุ่มตัวอย่างตรวจสอบทางกายภาพและประสาทสัมผัส

11.4 ในการส่งออก 5 รุ่นแรก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้จะสุ่มตรวจที่ปลายทางทุกรุ่นเช่นกัน หากผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานจึงอนุญาตให้นำเข้าได้

11.5 หากผลการตรวจตัวอย่างของโรงงานผ่าน 5 รุ่นติดต่อกัน จะได้รับสิทธิพิเศษ ดังนี้

- กรมประมงจะลดการสุ่มตรวจทางกายภาพและประสาทสัมผัสหลังจากนั้นเป็นเดือนละครั้ง โดยโรงงานต้องแจ้งแผนการส่งออกให้กรมฯ ทราบล่วงหน้า เพื่อเลือกรุ่นที่จะสุ่มตรวจในแต่ละเดือน

- NRCS จะลดการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ลง เป็นทุก 1 ใน 5 รุ่นที่นำเข้า (20%) โดยไม่กักกันสินค้ารุ่นที่สุ่มตรวจ ณ ด่านนำเข้า

11.6 ผู้ประกอบการที่สมัครเข้าโครงการนี้ จะต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health certificate) ที่ระบุหมายเลขรับรองโรงงาน และรหัสผลิตภัณฑ์พร้อมระบุจำนวนที่ส่งออกในแต่ละรหัสผลิตภัณฑ์ ประกอบการนำเข้าทุกครั้ง ทั้งนี้ การออกใบรับรองฯ ใน 5 รุ่นแรก และรุ่นที่ถูกสุ่มตรวจทุกเดือน (ตรวจmonitor) จะดำเนินการได้เมื่อผลการตรวจทางกายภาพและประสาทสัมผัสผ่านมาตรฐานเท่านั้น ส่วนการขอใบรับรองฯรุ่นอื่นๆ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์

11.7 สำหรับการสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพ เคมี และจุลินทรีย์เพื่อทวนสอบประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพของโรงงาน ให้เป็นไปตามความถี่ของโรงงานที่ได้รับสิทธิพิเศษในการออกใบรับรองอย่างต่อเนื่อง

11.8 รายละเอียดอื่นๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการลดการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำส่งออกของไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ฉบับปัจจุบัน

11.9 website ของ NRCS ได้แก่ http://www.nrcs.org.za/

12. ตาฮิติ หรือ French Polynesia

โดย Department of Food Quality and Veterinary Actions, Ministry of Rural Economy ได้ออก Order 317 CM / 12 March 2010 (ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจาก Order 651 CM / 7 May 1998) กำหนดระเบียบการนำเข้ากุ้งจากการเพาะเลี้ยงใหม่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2553 เป็นต้นไปดังนี้

ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยกำกับว่ามาจากฟาร์มที่เป็น compartment ปลอดจากโรคตามที่องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organization for Animal Health หรือ Office International des Epizooties; OIE) ระบุและไม่จับแบบฉุกเฉิน

 

13. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The National Agro-Forestry-Fisheries Quality Assurance Department: NAFIQAD)

โดย NAFIQAD ได้ออก Circular No. 25/2010 กำหนดระเบียบใหม่สำหรับการนำเข้าสินค้าที่มาจากเนื้อสัตว์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 เป็นต้นไป ดังนี้

13.1 โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่จะส่งออกไปยังเวียดนามได้ ต้องอยู่ในบัญชีรับรองที่กรมประมงรับรอง และปรากฏบน web ของ NAFIQAD แล้ว

13.2 หน่วยงานผู้กำกับดูแล (Competent Authority : CA) ของประเทศผู้ส่งออก ต้องส่งรายละเอียด food safety control system and competencies of the CA (appendix 2)

13.3 โรงงานต้องส่งรายละเอียดการผลิตของผลิตภัณฑ์ในแบบฟอร์ม appendix 3 ซึ่งรับรองโดย CA

13.4 ต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health certificate) กำกับสินค้าประกอบการนำเข้าสินค้าทุกรุ่น โดยไม่ได้กำหนดรูปแบบเฉพาะ แต่ต้องมีรายละเอียด ชื่อโรงงาน หมายเลขรับรอง และคำรับรองว่าผลิตภัณฑ์เหมาะต่อการบริโภคเป็นอย่างน้อย

[1]ที่มา : กรมประมง

©2015 All rights reserved.
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) Power by UKnow-CoE